สำหรับเจ้าหน้าที่
 
 
 
 
 
 
 
ดีมาก
ดี
ปานกลาง
น้อย
ปรับปรุง
   
   
 
  รู้รอบด้านการปลูกไม้เศรษฐกิจ / ด้านการปลูก
 
 
1. หลักการและความสำคัญในการปลูกไม้เศรษฐกิจ
 

               ในสภาวะปัจจุบันความต้องการไม้เพื่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์มีมากขึ้นจนป่าธรรมชาติไม่สามารถตอบสนองได้  ประกอบกับป่าธรรมชาติมีพันธุ์ไม้หลายชนิดขึ้นร่วมกันและไม้บางชนิดไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หรือลักษณะทางนิเวศวิทยาไม่เหมาะสมสำหรับการสืบต่อพันธุ์เมื่อปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการกระทำได้ยากมีช่วงการตัดฟันยาวนานและเมื่อดำเนินการแล้วไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนสภาพป่าธรรมชาติมาเป็นสวนป่า           โดยมีชนิดพันธุ์ไม้เป็นที่ตรงตามความต้องการ สายพันธุ์ดี โตเร็ว ให้เนื้อไม้ที่มีคุณภาพ และได้ขนาดเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์  สามารถจัดการได้ง่ายและลดต้นทุนในการนำไม้ออก ตัวอย่างเช่น การเลือกปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส (Eucalyptusplantation) ด้วยเหตุผลหลายประการที่สำคัญคือ  ไม้ชนิดนี้ตอบสนองขบวนการในการทำเยื่อและกระดาษได้เป็นอย่างดี  มีรอบตัดฟันสั้นและใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ขนาดเล็ก ให้ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่สูงเมื่อเทียบกับไม้ชนิดอื่นๆในช่วงเวลาเดียวกัน                   มีตลาดที่มั่นคงและผลตอบแทนคุ้มค่า เป็นเหตุให้มีการปลูกสวนป่ายูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทยทั้งในพื้นที่ของรัฐและเอกชน                แนวคิดในการปลูกสวนป่าที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนพื้นที่ป่าธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรมมาปลูกไม้ป่าเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยสวนป่าต้องให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและสูงกว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินผืนนั้นในด้านอื่นๆ การปลูกสวนป่าเป็นการนำพรรณไม้มาปลูก ในพื้นที่อย่างมีระบบแบบแผนและมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอนว่าจะปลูกเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนในทางเศรษฐกิจโดยตรงหรือเพื่อประโยชน์ในทางอ้อม การเลือกชนิดพรรณไม้ พื้นที่ เทคนิคการปลูกย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์เป็นสำคัญ สวนป่าที่ได้มีการปลูกขึ้นมาแล้วจะต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มิฉะนั้น จะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ซึ่งสามารถทำในเชิงธุรกิจได้ ไม่ว่าจะขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคุ้มการลงทุน  การปลูกสวนป่าจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกชนิดไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ เลือกกล้าไม้ที่มีสายพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ ให้ความสำคัญของการปลูกและการบำรุงรักษาที่เท่าเทียมกัน

               ประเภทของสวนป่าตามวัตถุประสงค์ได้แก่
                      1. สวนป่าเศรษฐกิจ (Production  plantation)
                      2. สวนป่าป้องกัน (Protection plantation)                                 
                      3. สวนป่าเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ(Amenity plantation)

   
2. การเลือกชนิดพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก
 

                การเลือกชนิดพันธุ์ไม้ (Speciesiselecting) สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ วัตถุประสงค์ของการปลูก หากเป็นการปลูกเพื่อใช้เนื้อไม้ต้องคำนึงว่าเนื้อไม้ที่ได้มาจะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสิ่งใด สภาพภูมิอากาศของพื้นที่ที่จะปลูกอยู่ในช่วงความทนทานทางนิเวศวิทยาของชนิดพันธุ์ที่ต้องการนั้นหรือไม่ หากชนิดพันธุ์ที่ต้องการไม่สามารถปลูกได้จะใช้ชนิดพันธุ์ใดปลูกที่มีความเหมาะสมทั้งทางเศรษฐกิจและทางนิเวศวิทยาสภาพดินและคุณภาพดินมีความสมบูรณ์เพียงใดที่จะทำให้ผลผลิตคุ้มทุนในเชิงเศรษฐกิจ  หากเป็นการปลูกเพื่อใช้เนื้อไม้ ลักษณะทางนิเวศวิทยาของชนิดพันธุ์ที่เป็นไปได้iที่จะปลูกในพื้นที่นั้นจะต้องพิจารณาเป็นเรื่องหลัก เช่น สัก แม้ว่ามีราคาแพงเป็นที่ต้องการของตลาดแต่ไม่เหมาะสมทางนิเวศวิทยาที่จะนำไปปลูกในภาคใต้ของประเทศที่มีช่วงความแห้งแล้งสั้นiสภาพดินไม่เหมาะสม  ไม้ตะเคียนทองซึ่งเนื้อไม้มีคุณภาพดีแต่ไม่เหมาะสมที่จะนำไปปลูกในพื้นที่แห้งแล้งเพราะต้องการความชื้นสูงตลอดทั้งปีอีกทั้งไม้ชนิดนี้มีช่วงการเติบโตยาวนานกว่าจะใช้ประโยชน์ได้อาจไม่คุ้มทุนในเชิงเศรษฐกิจหรือไม้พะยูงซึ่งมีราคาสูงมากแต่ลักษณะทางนิเวศวิทยาเป็นไม้โตช้า อาจจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนที่ต้องรอการเก็บผลผลิตเป็นเวลายาวนาน ความต้องการของตลาดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการเลือกชนิดไม้เพื่อการปลูกสวนป่าในเชิงเศรษฐกิจ ชนิดไม้ที่นิยมปลูกในเชิงเศรษฐกิจโดยทั่วไปในปัจจุบัน ได้แก่ สัก ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับภาคเหนือ โดยดินเกิดจากการสลายตัวของภูเขาหินปูน มีความแห้งแล้งที่ยาวนานเพื่อทำให้ได้สีและลายเนื้อไม้ที่สวยงาม ภาคอีสานอาจปลูกได้ดีในเฉพาะพื้นที่ดินลึกและปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีสูงยูคาลิปตัสสามารถขึ้นได้ดีในหลายพื้นที่จึงปลูกได้บนที่ดอนทั่วทั้งประเทศและมีรอบตัดฟันสั้นทำให้มีการหมุนเวียนทางการเงินเร็ว สำหรับกระถินเทพา (Acaciaomangium) และกระถินณรงค์ (Acaciaauriculiformis)ก็สามารถขึ้นได้ดีโดยทั่วไป เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและตลาดมีความต้องการมากเช่นกันไม้หอมหรือกฤษณา (Aquilariaเcrassna) นิยมปลูกกันมากขึ้นแต่ไม่นิยมใช้เนื้อไม้โดยตรงต้องมีการกระทำบางอย่างเพื่อก่อให้เกิดส่วนของกฤษณาที่จะทำให้เกิดน้ำมันได้มักปลูกได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีดินลึกและมีความชื้นสูงแต่ผลผลิตที่ได้ยังไม่ชัดเจนนัก สนทะเล (Casuarinaเequisetifolia) และสนประดิพัทธ์ (Casuarinaijunghuhniana) ขึ้นได้ดีทั่วไปบนที่ดอนโดยเฉพาะบริเวณดินทรายริมฝั่งทะเล เป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะเพื่อทำเสาเข็มและไม้ค้ำยัน ดังนั้นเการคัดเลือกชนิดไม้สำหรับการปลูกป่าเพื่อเนื้อไม้จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

               การเลือกพันธุ์ไม้เพื่อการปลูกป่าตามวัตถุประสงค์ จำเป็นต้องเข้าใจถึงลักษณะทางนิเวศวิทยา  ของพันธุ์ไม้เหล่านั้น พันธุ์ไม้หลายชนิดได้มีการศึกษาถึงการกระจายความต้องการเกี่ยวกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม การปรับตัว ลักษณะทางสัณฐานวิทยา อัตราการเติบโตและชีพลักษณ์รวมไปถึงคุณภาพ เนื้อไม้และการใช้ประโยชน์  ความรู้ทางนิเวศวิทยาระดับเฉพาะชนิดพันธุ์เหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเลือกชนิดพันธุ์ไม้

               ดังนั้นเพื่อให้การปลูกสวนป่าไม้เศรษฐกิจประสบผลสำเร็จเราจะต้องพิจารณาถึงนิเวศวิทยาของไม้แต่ละชนิด โดยในที่นี้จะยกตัวอย่างของไม้ตัวแทน 4 ชนิด ได้แก่ สัก ยูคาลิปตัส กระถินเทพา และไผ่เลี้ยง

                      1. นิเวศวิทยาที่เหมาะสมต่อการปลูกสัก

                      ไม้สัก มีถิ่นกำเนิดอยู่ในตอนใต้ของประเทศอินเดียพม่าไทยลาว (ส่วนที่ติดภาคเหนือของไทย)และอินโดนีเซียสำหรับประเทศไทยนั้นไม้สักจะขึ้นอยู่เป็นส่วนใหญ่ในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือและบางส่วนของภาคกลาง ไม้สักชอบขึ้นตามพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือตามพื้นราบดินระบายน้ำได้ดีน้ำไม่ท่วมขังซึ่งอาจจะเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินที่มีความลึกมากๆโดยเฉพาะดินที่เกิดจากหินปูนซึ่งแตกแยกผุพังจนกลายเป็นดินร่วนลึกไม้สักจะเติบโตได้ดีหากขึ้นอยู่เป็นกลุ่มไม้สักล้วนๆเป็นหย่อมๆหรืออาจขึ้นปะปนอยู่กับไม้เบญจพรรณอื่นๆเช่นไม้แดงประดู่มะค่าโมงชิงชันตะแบกฯลฯโดยมีไม้ไผ่ชนิดต่างๆเป็นไม้ชั้นล่าง
                      ปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของไม้สักซึ่งอาจใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ในการปลูกไม้สักพอสรุปได้ดังนี้

                         1.ไม้สักจะเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้นมากกว่าที่แห้งแล้งปริมาณน้ำฝนที่เหมาะแก่การเติบโตและมีเนื้อไม้งดงามของไม้สักอยู่ระหว่าง 1,000–2,000 มิลลิเมตรต่อปีและฝนไม่ทิ้งช่วงนานเกินไปในระหว่างฤดูการเติบโตนอกจากนี้จะต้องมีช่วงฤดูแล้งที่ชัดเจน 3-4 เดือน

                         2.อุณหภูมิที่เหมาะแก่การเติบโตของไม้สักอยู่ระหว่าง 25–35 องศาเซลเซียส

                         3.ไม้สักเป็นไม้ที่ชอบแสงสว่างความเข้มของแสงที่เหมาะสมคือ 75–95 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณแสงกลางวันที่ได้รับเต็มที่iการปลูกไม้สักจึงไม่ควรปลูกในร่มหรือใกล้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอาจบดบังแสงแดดแก่ไม้ที่ปลูกได้

                         4.ดินที่เหมาะสมต่อการเติบโตของไม้สักคือเป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดีไม่เป็นดินดานดินค่อนข้างลึกดินร่วนปนทรายหรือดินที่เกิดจากการผุสลายของหินปูนมีค่า pH ประมาณ6.5–7.5ส่วนดินที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกไม้สัก คือดินเหนียวดินลูกรังดินทรายและที่มีน้ำท่วมขัง                         5. สภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมแก่การเติบโตของไม้สักโดยทั่วไปจะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 700 เมตรเป็นพื้นที่ราบถึงลาดชันเล็กน้อยไม่เกิน15 เปอร์เซ็นต์

                      2. นิเวศวิทยาที่เหมาะสมต่อการปลูกยูคาลิปตัส

                      คาลิปตัสเป็นไม้ต่างประเทศมีมากกว่า 700 ชนิด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปออสเตรเลียเป็นส่วนใหญ่ ประเทศไทยได้เริ่มนำยูคาลิปตัสชนิดต่างๆ มาทดลองปลูกประมาณปี พ.ศ. 2493 แต่ได้มีการปลูกกันจริงๆ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2507 ปรากฏว่าไม้ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิสสามารถเติบโตได้ในแทบทุกสภาพพื้นที่และมีอัตราการเจริญเติบโตสูงจึงนิยมปลูกกันมากอย่างแพร่หลาย

                      ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส สามารถเติบโตได้ในทุกสภาพของดินแถบทุกประเภท ตั้งแต่พื้นที่ริมน้ำ ที่ราบน้ำท่วมถึงบางระยะในรอบปี แม้แต่ดินที่เป็นทรายและมีความแห้งแล้งติดต่อกันเป็นเวลานาน พื้นที่ดินเลวที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 650 มิลลิเมตรต่อปี รวมทั้งพื้นที่ที่มีดินเค็ม ดินเปรี้ยว แต่ยูคาลิปตัสจะไม่ทนทานต่อดินที่มีสภาพเป็นหินปูนสูง

                      3. นิเวศวิทยาที่เหมาะสมต่อการปลูกกระถินเทพา

                      ไม้กระถินเทพาเป็นไม้ต่างประเทศที่สามารถเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่มักขึ้นอยู่ในพื้นที่สูงไม่เกิน 800 เมตรจากระดับนํ้าทะเลปานกลางดังนั้นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของไม้กระถินเทพาได้แก่

                      
   1.อุณหภูมิโดยทั่วไปไม้กระถินเทพาจะขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนชื้นซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียสและอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยระหว่าง 13-21 องศาเซลเซียสกระถินเทพาจะไม่ขึ้นในบริเวณที่อุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียสและที่อุณหภูมิต่ำถึงจุดน้ำค้างแข็ง      2. น้ำฝนกระถินเทพาเป็นไม้ที่ขึ้นบนที่ชุ่มชื้นความแห้งแล้งจะทำให้การเติบโตลดลงมากปริมาณน้ำฝนในแหล่งธรรมชาติของกระถินเทพานั้นแตกต่างกันมากกล่าวคือตั้งแต่ 1,000 มิลลิเมตรจนถึง 45,000 มิลลิเมตรต่อปี
                         
                         2.ดินกระถินเทพาสามารถเติบโตได้ดีในสภาพดินหลายชนิด เช่นดินที่มีหินปะปนดินที่ถูกชะล้างมาก่อนซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ต่ำ และยังขึ้นได้ดีในดินลึกที่เกิดจากการสลายตัวของวัตถุต้นกำเนิดดินหรือดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนในบริเวณที่ลุ่มซึ่งยังได้ดีในดินที่เป็นกรดช่วง pH ที่เหมาะสมคือ pH 4-6
                         
                      4. นิเวศวิทยาที่เหมาะสมต่อการปลูกไผ่เลี้ยง
                      
                      ไม้ไผ่ เป็นพันธุ์ไม้เบิกนำที่สามารถบุกรุกครอบครองพื้นที่ว่างเปล่าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ว่างที่เกิดจากการแผ้วถาง หรือเกิดไฟป่าอยู่เป็นประจำ การขึ้นอยู่ของไม้ไผ่แต่ละชนิดพันธุ์ในท้องที่ต่างๆ กันนั้น เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
                      
                         1. ลักษณะภูมิอากาศ ไม้ไผ่แต่ละชนิดสามารถขึ้นอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิต่างกัน โดยในช่วงระหว่าง 8.8–36 องศาเซลเซียส ไม้ไผ่ที่ลำขนาดใหญ่ต้องการที่ซึ่งมีอุณหภูมิผันแปรน้อยกว่าชนิดที่มีลำขนาดเล็ก และมักขึ้นปะปนกับไม้ใหญ่ส่วนไผ่ที่มีลำขนาดเล็กอาจขึ้นกลางแจ้งได้ดีกว่า ปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุดที่ไผ่ต้องการประมาณ 1,020 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนปริมาณสูงสุดไม่แน่นอน โดยพบว่าในพื้นที่ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนถึง 6,350 มิลลิเมตรต่อปี ก็มีไผ่ขึ้นอยู่ สำหรับความชื้นปกติไม้ไผ่ขนาดใหญ่ต้องการความชื้นมากกว่าไม้ไผ่ขนาดเล็ก การกระจายพันธุ์ของไม้ไผ่ชนิดต่างๆ จึงมักถูกจำกัดด้วยความชื้น

                         2.ลักษณะดิน ไม้ไผ่ชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดี จึงมักพบขึ้นอยู่บนที่มีดินร่วนปนทราย (sandy loam) มีเพียงบางชนิดที่ขึ้นได้ในที่ดินลูกรัง หรือดินที่มีการระบายน้ำไม่ดีเพราะมีเปอร์เซ็นต์ของดินเหนียวผสมอยู่มาก ไม้ไผ่แต่ละชนิดมีความต้องการดินที่แตกต่างกันออกไป จึงอาจใช้ชนิดของไม้ไผ่เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของดินโดยคร่าวๆ ได้ เช่น ที่ใดมีไผ่ไร่ขึ้นนับว่าเป็นดินร่วนปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์ดี เหมาะสมที่จะทำเป็นพื้นที่ปลูกไผ่ได้ ถ้าเป็นไผ่รวกดินจะเหนียวและเลวลง หากเป็นป่าไผ่ซางดินมักจะเป็นดินผุและขาดความอุดมสมบูรณ์ (อำนวย, 2521)

   
3. รูปแบบการปลูกสร้างสวนป่า
                 

               การปลูกสวนป่าที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นปัจจัยที่สำคัญคือ วัตถุประสงค์ในการปลูกว่าปลูกเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจหรือปลูกเพื่อประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเลือกชนิดพันธุ์วิธีการจัดการและเทคนิควิธีในการดูแลรักษาให้เหมาะสม นอกจากนี้จะต้องคัดเลือกชนิดพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกหรือเลือกพื้นที่ปลูกให้มีสภาพเหมาะสมกับชนิดไม้ที่ต้องการจะปลูกเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามวัตถุประสงค์

               ก่อนปลูกป่าควรมีการวางแผนการปลูกว่าจะปลูกป่าในรูปแบบใด ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการปลูก  หากเป็นการปลูกเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ต้องมีการวางแผนว่าจะปลูกไม้ชนิดเดียวหรือคละชนิด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามช่วงเวลาต่างๆ  ซึ่งผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มาในรูปของตัวเงิน แต่เป็นการลดรายจ่ายครัวเรือน และส่งเสริมให้ครอบครัวมีสุขภาพที่ดี  ซึ่งรูปแบบการปลูกสร้างสวนป่ามีรายละเอียด ดังนี้
               
               1. รูปแบบการปลูกสวนป่าจำแนกตามองค์ประกอบชนิดพันธุ์ไม้ (Species composition)

                      1.1 สวนป่าเชิงเดี่ยว (Monoculture เป็นการปลูกป่าที่ใช้ชนิดต้นไม้เพียงชนิดเดียวทั้งหมด มุ่งหวังผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เป็นรูปแบบที่นิยมปลูกกันมากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การปลูกสวนป่าเชิงเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จแล้วได้แก่สวนป่าไม้สักและสวนป่าไม้ยูคาลิปตัส เพื่ออุตสาหกรรมข้อได้เปรียบข้อเสียเปรียบของการปลูกป่าเชิงเดี่ยวได้แก่
                             
                             ข้อได้เปรียบ

                             1) การจัดการง่ายสะดวก

                             2) ได้ผลผลิตปริมาณมาก

                             3) การใช้เนื้อไม้ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าปลูกแบบผสม

                             ข้อเสียเปรียบ

                             1)ในแง่ของสิ่งแวดล้อมจะทำให้ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ

                             2)ทำให้เกิดปัญหาโรคและแมลงระบาดได้ง่ายและรุนแรงเกิดผลกระทบทั้งพื้นที่

                             3)การปลูกพืชชนิดเดิมเป็นเวลานานทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหาร ดังนั้นควรทำการปลูกพืชหมุนเวียนซึ่งเป็นการรักษาความสมบูรณ์ของดิน ยกตัวอย่างเช่นถ้าปลูกยูคาลิปตัส 5 ปีแล้วตัดรอบต่อไปควรปลูกกระถินเทพาซึ่งเป็นไม้ตระกูลถั่วและเป็นไม้ปรับปรุงดินสลับกันไปเป็นต้น

                             4)การบำรุงรักษาสวนป่าเพื่อให้ได้ผลผลิตในระยะยาว โดยผลผลิตในรอบตัดฟันต่อไปอาจจะมีผลผลิตลดลง เนื่องจากการอัดแน่นของดินและความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารสูญเสียไปจากดิน ซึ่งต้องบำรุงรักษาสวนป่าและเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงดินและการใส่ปุ๋ย ซึ่งจะสูญเสียเงินมากกว่าการปลูกแบบผสมผสาน และยังขาดความคงทนของพันธุ์ซึ่งต้องมีการปรับปรุงพันธุ์

                      1.2 สวนป่าแบบผสม (Mixculture) เป็นการปลูกเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะแบ่งย่อยเป็นการปลูกต้นไม้ 2 ชนิดร่วมกัน อาจจะเป็นไม้ยืนต้นที่ต่างชนิดกัน หรือการปลูกต้นไม้ร่วมกับพืชเกษตร หรือสมุนไพร การปลูกสวนป่าแบบผสม ในอดีตต้องการการจัดการอย่างประณีต ซึ่งไม่ค่อยเห็นปฏิบัติกันในประเทศไทยยกเว้นแปลงทดลองของกรมป่าไม้ แต่ในปัจจุบันมีการปลูกป่าแบบผสมมากขึ้น เพื่อให้ได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนจากพืชหลายชนิด หลายช่วงเวลารวมทั้งเพื่อประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ข้อได้เปรียบiข้อเสียเปรียบของการปลูกป่าแบบผสมได้แก่
                             
                             ข้อได้เปรียบ

                             1) มีความหลากหลายทางชีวภาพรเพราะมีไม้หลายชนิดในหมู่ไม้เดียวกัน

                             2) ได้รับผลตอบแทนหลายช่วงรโดยระยะสั้นจากพืชเกษตรหรือสมุนไพรรระยะยาวจากต้นไม้

                             3) หากเกิดการระบาดของโรคและแมลงเกิดในพื้นที่ขนาดเล็กไม่ส่งผลเสียมากทั้งพื้นที่ ซึ่งต่างจากการปลูกป่าเชิงเดี่ยวที่ต้องดูแลมาก

                             ข้อเสียเปรียบ

                             1) ผลผลิตปริมาณน้อยเพราะสัดส่วนของไม้แต่ละชนิดน้อย

                             2) การแก่งแย่งแสงiน้ำและธาตุอาหารรโดยเรือนยอดต้นไม้จะบดบังพืชเกษตรและสมุนไพร

                             3) ชนิดพืชที่นำมาปลูกผสมต้องสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมเหมือนกัน

                             4) ยากต่อการจัดการและดูแลรักษาเการปลูกไม้หลากหลายชนิดรวมกัน ซึ่งมีการเจริญเติบโตก็ต่างกันและการจัดการก็ยากกว่าเพราะซับซ้อนมากขึ้น

                      1.3 การปลูกแบบวนเกษตร (Agroforestry)เป็นการปลูกแบบผสมแบบหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก ตัวอย่างรูปแบบการปลูกแบบวนเกษตร

ภาพที่ 2 การปลูกแบบวนเกษตร

               รูปแบบที่ 1 ปลูกไม้ป่าผสมในลักษณะบ้านสวนเพื่อนำไม้ป่าประเภทไม้กินได้รวมทั้งไม้สมุนไพรต่างๆเไปปลูกภายในบริเวณหรือสวนหลังบ้านเขณะเดียวกันก็จะมีไม้ไว้ใช้สอยในครัวเรือนควบคู่ไป

ภาพที่ 3 ปลูกไม้ป่าผสมในลักษณะบ้านสวน(ทศพรและคณะ, 2556)


                รูปแบบที่ 2 ปลูกไม้ผลผสมไม้ป่าโดยระบบวนเกษตรเป็นการปลูกไม้ป่าไม้ผลยืนต้นและพืชไร่ภายในพื้นที่เดียวกันเพื่อเป็นอาหารหรือขายเป็นรายได้และเพื่อมีไม้สำหรับใช้สอยในครัวเรือนทั้งฟืนถ่านและไม้เพื่อการก่อสร้าง

ภาพที่ 4 ปลูกไม้ผลผสมไม้ป่าโดยระบบวนเกษตร(ทศพรและคณะ, 2556)


               รูปแบบที่ 3 ปลูกไม้ป่าในพื้นที่นาข้าวเป็นการนำไม้ประเภทโตเร็วไปปลูกบนคันนาและจอมปลวกในนาข้าวเพื่อให้มีไม้สำหรับใช้สอยในครัวเรือน

ภาพที่ 5 ปลูกไม้ป่าในพื้นที่นาข้าว(ทศพรและคณะ, 2556)


               รูปแบบที่ 4 ปลูกไม้ป่าผสมกับพืชไร่และพืชอาหารสัตว์เพื่อให้ได้ผลผลิตทางด้านอาหารไม้ฟืนไม้ก่อสร้างขนาดเล็กตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่เดียวกัน

ภาพที่ 6 ปลูกไม้ป่าผสมกับพืชไร่และพืชอาหารสัตว์ (ทศพรและคณะ, 2556)


               รูปแบบที่ 5 ปลูกผสมไม้ป่าสลับเป็นแถวกับการปลูกพืชไร่เพื่อให้ได้ผลผลิตทั้งทางด้านการเกษตรและการป่าไม้ในปริมาณที่เท่ากัน

ภาพที่ 7 ปลูกผสมไม้ป่าสลับเป็นแถวกับการปลูกพืชไร่(ทศพรและคณะ, 2556)


               รูปแบบที่ 6 ปลูกไม้ไผ่ผสมไม้ป่าเพื่อการจัดการพื้นที่ให้ได้รับผลประโยชน์จากไม้ไผ่เพื่อเป็นอาหารและใช้สอยต่างๆเช่นการจักสานประโยชน์จากไม้ป่าชั้น 2 เช่นไม้ยูคาลิปตัสเพื่อการก่อสร้างประโยชน์จากไม้ชั้น 3 เช่นไม้กระถินณรงค์หรือกระถินเทพาเพื่อใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงและปรับปรุงดินและประโยชน์จากพืชไร่ที่ปลูกควบระหว่างแถวของต้นไม้

ภาพที่ 8ปลูกไม้ไผ่ผสมไม้ป่า(ทศพรและคณะ, 2556)


               รูปแบบที่ 7 การปลูกผสมไม้ 3 ชั้นเรือนยอด เพื่อการใช้ประโยชน์แบบอเนกประสงค์และยั่งยืนประกอบไปด้วยไม้ชั้น 1 ซึ่งเป็นไม้ประเภทโตช้าที่มีค่าทางเศรษฐกิจสูง เช่นไม้สักยางนาประดู่มะค่าโมงเป็นต้นและมีไม้ชั้น 2 เป็นไม้โตเร็วเพื่อผลิตเป็นไม้ก่อสร้างขนาดเล็กเช่นยูคาลิปตัสและไม้ชั้น 3 เป็นประเภทโตเร็วพวกตระกูลถั่วเพื่อผลิตเป็นไม้ฟืนถ่านและเพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินเช่นกระถินณรงค์กระถินยักษ์เป็นต้น ซึ่งการปลูกด้วยระบบวนเกษตรช่วยลดความเสี่ยงสำหรับเกษตรกรในการปลูกป่าได้โดยเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่ามีความหลากหลายด้านผลผลิตทำให้การเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ปลูกดีกว่าการปลูกเชิงเดี่ยวและช่วยลดความเสี่ยงจากการระบาดของโรคและแมลง

ภาพที่ 9 การปลูกผสมไม้ 3 ชั้นเรือนยอด (ทศพรและคณะ, 2556)


               2. รูปแบบการปลูกสวนป่าจำแนกตามการปลูกแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบได้แก่

                      2.1 การปลูกแบบเป็นแถว เป็นรูปแบบที่นิยมปลูกกันทั่วไปคือมีการกำหนดระยะปลูกเช่น2x2 เมตร 3x3 เมตร 4x4 เมตรเป็นต้นการปลูกป่าโดยมุ่งหวังผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจะใช้รูปแบบนี้

                             ข้อได้เปรียบ

                             1) สะดวกในการปลูกการจัดการและการดูแลรักษาเนื่องจากสามารถใช้เครื่องจักรเข้า มาปฏิบัติงานได้

                             2) ต้นไม้มีการแก่งแย่งแข่งขันกันไม่มากoเนื่องจากต้นไม้ทุกต้นมีระยะห่างสม่ำเสมอ สามารถได้รับแสงสว่างและธาตุอาหารเท่าเทียมกัน

                             3) ได้ผลผลิตรวมในพื้นที่สูงเนื่องจากต้นไม้สามารถเจริญเติบโตได้เท่าเทียมกัน

                             4) สามารถปลูกต้นไม้ชนิดอื่นหรือพืชอื่นแทรกในพื้นที่ได้

                             ข้อเสียเปรียบ คือ มีจำนวนต้นไม้น้อยกว่าการปลูกแบบไม่เป็นแถว

ภาพที่10  การปลูกแบบเป็นแถว


                      2.2 การปลูกแบบไม่เป็นแถว เป็นการปลูกที่เลียนแบบต้นไม้ในป่าธรรมชาติโดยไม่มีการกำหนดระยะปลูกการปลูกรูปแบบนี้มุ่งหวังผลประโยชน์ทางด้านการอนุรักษ์เป็นหลัก

                             ข้อได้เปรียบ

                             1) มีการคัดเลือกตามธรรมชาติกล่าวคือต้นที่มีการเจริญเติบโตดีจะสามารถคงทนอยู่ได้ในขณะที่ต้นที่อ่อนแอจะถูกบดบังและตายไป

                             2) การเติบโตของต้นไม้บางต้นจะสูงหรือมีขนาดใหญ่มากเนื่องจากเป็นสภาพตามธรรมชาติซึ่งมักขึ้นกระจัดกระจายประกอบกับบางต้นอาจมีพื้นที่ว่างมาก ทำให้สามารถเติบโตได้เร็วและดีกว่าต้นอื่น

                             ข้อเสียเปรียบ

                             1) การปลูกการจัดการและการบำรุงรักษาทำได้ไม่สะดวก

                             2) ผลผลิตโดยรวมต่ำกว่าการปลูกแบบเป็นแถว เนื่องจากต้นไม้เติบโตได้ไม่เท่ากัน

                             3) ไม่สามารถปลูกต้นไม้ชนิดอื่นหรือพืชอื่นแทรกในพื้นที่ได้


   
4. เทคนิคการปลูกสร้างสวนป่า
 
การปลูกสวนป่าให้ประสบผลสำเร็จนั้น ต้องมีเทคนิคในการจัดการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ดังนี้

               1.การบำรุงรักษาสวนป่า(Plantation maintenance)

               ต้นไม้ในสวนป่าที่ปลูกใหม่เภายหลังการปลูกมีความจำเป็นต้องมีการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดเช่นการถางวัชพืชอย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้งถ้าหากปล่อยปละละเลยขาดการเอาใจใส่ปล่อยให้มีวัชพืชปกคลุมต้นไม้ก็จะทำให้ต้นไม้ที่ปลูกในปีแรกตายได้ขั้นตอนในการบำรุงรักษาสวนป่าดังนี้

                      1.1 การปลูกซ่อม (Replacement planting)การปลูกสร้างสวนป่าควรกำหนดเป้าหมายให้แน่นอนว่าต้องการให้มีต้นไม้ในสวนป่าต่อพื้นที่เท่าใด ทั้งนี้เพื่อจะได้วางแผนการปลูกซ่อมได้ถูกต้อง ในกรณีที่ต้นไม้มีเปอร์เซ็นต์รอดตายต่ำกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ เและในกรณีที่ต้นไม้ที่ปลูกในสวนป่ามีเปอร์เซ็นต์การรอดตายต่ำมาก ควรพิจารณาว่าจะทำการซ่อมใหม่หรือไม่ อย่างไรก็ตามเวลาปลูกซ่อมแทนต้นที่ตายในสวนป่าแปลงใหม่ ควรจะรีบดำเนินการทันทีเมื่อตรวจพบภายหลังการปลูกเสร็จแล้วเและควรทำการปลูกซ่อมต้นไม้ให้เสร็จในปีแรกที่ทำการปลูกต้นไม้ หรืออาจจะผ่อนผันให้ปลูกซ่อมได้อีกในปีต่อไป เแต่ไม่ควรปล่อยให้การปลูกซ่อมล่าช้าเกินกว่าหนึ่งปีหลังจากปลูก เพราะจะทำให้การเติบโตของต้นไม้ที่ปลูกซ่อมมีขนาดต่างกับต้นไม้ที่ปลูกไว้เดิมมากเกินไป

                      1.2 การกำจัดวัชพืช (Control of weeds) วัชพืชคือพืชที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเราไม่ต้องการให้พืชนั้นขึ้น วัชพืชมิได้หมายถึงหญ้าเสมอไปเพราะตามความหมายแล้ว ถ้าหากหญ้าขึ้นในพื้นที่ที่เราต้องการให้เกิดก็ไม่เป็นวัชพืช แต่ถือว่าเป็นพืชหลักยกตัวอย่าง เช่น การกำจัดวัชพืชของแปลงปลูกไม้กระถินเทพาอายุ 6 เดือน (ภาพที่ 11) การกำจัดวัชพืชในสวนป่าทำได้ 3 วิธีคือ

ภาพที่ 11การกำจัดวัชพืชของแปลงปลูกไม้กระถินเทพาอายุ 6 เดือน


                         1) การกำจัดโดยวิธีกล (Mechanical control) โดยใช้แรงงานคนถางวัชพืชดายหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลไถพรวนกำจัดวัชพืชให้หมดไปเป็นต้น การกำจัดวัชพืชในสวนป่าโดยวิธีนี้ตามปกติใช้คนงานถางวัชพืช ซึ่งควรจะต้องถางวัชพืชให้ต้นไม้ในสวนป่าปีละ 3 ครั้งคือ

                              (1) การถางวัชพืชครั้งที่ 1 ในราวเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมเป็นการถางวัชพืชครั้งแรกในปีนั้นซึ่งมักจะพบว่าวัชพืชในแปลงขึ้นปกคลุมต้นไม้ที่ปลูกไว้ทั่วไปในแปลงการถางวัชพืชแบบโล่งเตียนทั่วพื้นที่ (Clear weeding) เหมาะสำหรับวัชพืชที่เป็นพันธุ์ไม้ใบกว้าง แต่สำหรับวัชพืชที่เป็นหญ้าคานั้น การถางวัชพืชแบบโล่งเตียนทั่วไปจะไม่ค่อยเป็นประโยชน์มากนัก เพราะหญ้าคามีความเติบโตเร็ว หลังจากทำการถางวัชพืชไปแล้วหญ้าคาจะขึ้นมาปกคลุมต้นไม้ที่ปลูกในสวนป่าอีกในเวลาอันรวดเร็ว และหญ้าคามีระบบรากใต้ดินที่แข็งแรงมากคอยแย่งอาหารจากพืชที่ปลูกไว้ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ต้นไม้ไม่เติบโตและแคระแกร็น การปราบหญ้าคาโดยใช้คนงานด้วยวิธีที่ได้ผลก็คือ การขุดหรือถอนเอารากหญ้าคาขึ้นมาเผาให้หมด ซึ่งก็เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากเกินไปดังนั้นการถางวัชพืชครั้งที่ 1 ในบริเวณที่เป็นหญ้าคา ควรถางแบบเป็นแนว (Line weeding) กว้างประมาณ 2.0 เมตรก็เป็นการเพียงพอถ้าสามารถใช้จอบดายวัชพืชไปตามแนวของต้นไม้แทนการใช้มีดถางอย่างธรรมดาได้ก็จะช่วยให้งานละเอียดเรียบร้อยมากขึ้น

                              (2) การถางวัชพืชครั้งที่ 2 ดำเนินการในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนเป็นการถางวัชพืชต่อจากครั้งที่ 1 ในกรณีที่บริเวณที่วัชพืชขึ้นเป็นพันธุ์ไม้ชนิดใบกว้างหากวัชพืชยังขึ้นไม่สูงนักจะทำการถางวัชพืชแบบเป็นแนวก็ได้เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนวัชพืชที่เป็นหญ้าคานั้นการถางวัชพืชครั้งที่ 2ควรใช้วิธีดายวัชพืชแบบเป็นจุด (Spot weeding) โดยใช้จอบถางวัชพืชรอบโคนต้นไม้ประธานเป็นวงกลมรัศมีกว้าง 1-2 เมตรการดายวัชพืชแบบเป็นจุดนี้จะทำงานได้อย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการถางวัชพืชแบบโล่งเตียนทั่วพื้นที่และการถางวัชพืชแบบเป็นแนวมาก

                              (3) การถางวัชพืชครั้งที่ 3 ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคมซึ่งเป็นการถางวัชพืชตอนปลายฤดูฝนและเริ่มเข้าหน้าแล้งเการถางวัชพืชครั้งนี้เป็นการถางวัชพืชครั้งสุดท้ายในรอบปีซึ่งหลังจากการถางวัชพืชแล้วจะต้องทำการจุดไฟชิงเผา (Prescribed burning) ตามไปด้วยทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไฟในหน้าแล้งดังนั้นต้องกระทำอย่างประณีตโดยการใช้คนงานถางวัชพืชแบบโล่งเตียนทั่วพื้นที่แล้วการกวาดวัชพืชเข้ามากองรวมไว้ตรงกลางระหว่างแถวของต้นไม้เพื่อความสะดวกและปลอดภัยจากการจุดไฟชิงเผาในเวลาต่อมาสำหรับการใช้เครื่องจักรกลกำจัดวัชพืชในสวนป่าสามารถทำได้ในบริเวณที่ราบและปราศจากตอไม้ในบริเวณสวนป่าและระยะต้นไม้ห่างกันพอที่จะใช้เครื่องจักรเข้าปฏิบัติงานได้สะดวกซึ่งควรมีระยะห่างระหว่างแถวไม่น้อยกว่า3x3 เมตรการใช้เครื่องจักรกำจัดวัชพืชโดยวิธีนี้ทำได้โดยใช้แทรกเตอร์ล้อยางติดเครื่องไถพรวนหรือเครื่องตัดหญ้า (Rotary cutting) เข้าไถพรวนหรือตัดหญ้าระหว่างแถวของต้นไม้ซึ่งสามารถกำจัดวัชพืชได้ดีเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำจัดวัชพืช

                               ครั้งสุดท้ายถ้าสามารถใช้แทรกเตอร์ล้อยางติดเครื่องไถพรวนเข้าปฏิบัติการแทนการใช้คนงานถางวัชพืชได้ ก็จะสามารถป้องกันไฟไหม้สวนป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

                         2)การกำจัดวัชพืชโดยวิธีชีวภาพ(Biological control) เป็นการกำจัดวัชพืชโดยใช้สิ่งมีชีวิตที่เป็นพืชสัตว์ หรือเชื้อโรคต่างๆมาเป็นตัวควบคุมและกำจัดวัชพืช เช่นการปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันและกำจัดหญ้าคา หรือการเลี้ยงวัวในสวนป่าเพื่อให้วัวช่วยกินหญ้าให้หมดไป เป็นต้น การปลูกพืชคลุมดินในสวนป่านอกจากจะช่วยป้องกันและกำจัดวัชพืชที่ไม่ต้องการแล้ว พืชคลุมดินยังมีประโยชน์อีกหลายประการเช่นช่วยรักษาความชื้นให้แก่ดิน ป้องกันการชะล้างหน้าดินทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นและทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ส่วนการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่าเพื่อกำจัดวัชพืชนั้นเป็นผลพลอยได้มาจากการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาชีพของชาวบ้าน สำหรับในต่างประเทศได้ทำกันมานานแล้ว เช่น การเลี้ยงวัวในสวนป่าสนของนิวซีแลนด์ การเลี้ยงแกะ และเลี้ยงวัวในสวนป่าสนของสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยมีการเลี้ยงวัวในสวนป่าไม้สักยูคาลิปตัส สนทะเลรวมทั้งไม้กระยาเลยบางชนิดแต่ยังอยู่ในวงจำกัดนอกจากการช่วยกำจัดวัชพืชแล้วยังเป็นการช่วยป้องกันไฟไหม้สวนป่าในหน้าแล้ง และมูลสัตว์ยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย อย่างไรก็ตามการนำสัตว์เข้าไปเลี้ยงในสวนป่ามีข้อพิจารณาหลายประการเกี่ยวกับชนิดของสัตว์เลี้ยงจำนวนของสัตว์เลี้ยง ชนิดไม้ที่ปลูกขนาดและอายุของต้นไม้ระยะเวลาในการเลี้ยงสัตว์รวมทั้งวิธีการเลี้ยงสัตว์ที่ถูกต้องด้วย เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อต้นไม้ที่ปลูกไว้ในสวนป่าสำหรับวัชพืชที่เป็นหญ้าคาและวัชพืชชนิดอื่นๆ ในสวนป่าที่มีอายุและแก่มากเกินไป สัตว์เลี้ยงมักไม่ชอบกินดังนั้นก่อนที่จะนำสัตว์เข้าไปเลี้ยงจะต้องถางวัชพืชเสียก่อน เพื่อปล่อยให้วัชพืชแตกยอดอ่อนขึ้นมาใหม่หลังจากนั้นจึงปล่อยสัตว์เข้าไปกินวัชพืชเหล่านั้น

                         3)การกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมี (Chemical control) คือการใช้ยาและสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชในสวนป่า ซึ่งส่วนมากจะใช้วิธีนี้กับวัชพืชที่กำจัดโดยวิธีอื่นได้ยาก และเป็นวัชพืชชนิดที่ระบาดรุนแรงทำความเสียหายให้แก่ต้นไม้ในสวนป่าเป็นอย่างมาก เช่น หญ้าคาสารเคมีที่เคยทดลองใช้ปราบหญ้าคาในสวนป่าได้ผลคือดาวพอน (Dowpon)

                      1.3 การใส่ปุ๋ย (Fertilizer application) ปุ๋ยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันได้แก่

                         1)ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic fertilizer)เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากสิ่งที่มีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งได้ผ่านสภาพการแปรรูปหรือถูกหมักจนเน่าเปื่อยแล้ว อยู่ในสภาพที่พืชสามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ใบไม้ผุปุ๋ยหมักมูลสัตว์ต่างๆกระดูกป่นถั่วปุ๋ยพืชสดและปุ๋ยเทศบาลเป็นต้น ดินโดยทั่วไปมีอินทรียวัตถุที่ได้จากธรรมชาติ ประมาณ 3-4 % ปุ๋ยอินทรีย์นั้น โดยปกติจะมีธาตุอาหารต่างๆอยู่เกือบครบถ้วนแต่มีปริมาณอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับต้นไม้แต่ปุ๋ยอินทรีย์จะให้ประโยชน์ในแง่การปรับปรุงดินให้มีโครงสร้างที่ดียิ่งขึ้น มีความสามารถในการอุ้มน้ำดีขึ้นในดินทรายและเปลี่ยนสภาพดินเหนียวที่มีการระบายน้ำเลวให้ดียิ่งขึ้น เมื่อดินร่วนขึ้นรากของต้นไม้สามารถชอนไชไปได้ไกลและหาอาหารได้มากขึ้นเดินที่อุ้มน้ำดีขึ้นจะช่วยให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ปุ๋ยอินทรีย์แต่ละชนิดย่อมให้ธาตุอาหารแต่ละชนิดในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่แหล่งที่มาเช่นเลือดแห้งให้ธาตุอาหารพวกไนโตรเจนสูงส่วนปุ๋ยกระดูกป่นให้ธาตุฟอสฟอรัสสูง เป็นต้น

                         2)ปุ๋ยอนินทรีย์ (Inorganic fertilizer )หรืออาจเรียกว่าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชนิดนี้โดยมากได้จากโรงงานอุตสาหกรรมทั้งทางตรงและผลพลอยได้ ปุ๋ยอนินทรีย์นี้มีธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยอินทรีย์มาก และอยู่ในรูปที่สามารถละลายน้ำได้อย่างรวดเร็ว พืชจึงสามารถที่จะนำไปใช้ได้ทันทีแม้ว่าปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยอินทรีย์ แต่การใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ จะมีผลทำให้สภาพโครงสร้างของดินเสียไป และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งให้ธาตุอาหารต่ำแต่จะทำให้โครงสร้างของดินดีมากขึ้นและยังช่วยให้ประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยเคมีสูงขึ้นด้วย จึงควรที่จะใช้ควบคู่กันไปเมื่อมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้นเปริมาณของการใช้ปุ๋ยเคมีก็อาจลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นการลดการสั่งซื้อปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ อีกทั้งปุ๋ยอินทรีย์ก็ยังสามารถผลิตได้เองภายใน สวนของเกษตรกรและหาได้จากคอกสัตว์ในท้องถิ่น อย่างไรก็ดีการใส่ปุ๋ยก็เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีขึ้นจึงควรใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้บ้างเป็นครั้งคราว จะเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์หรือปุ๋ยอินทรีย์เช่นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกก็ได้ สำหรับปริมาณที่ใส่ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินขนาดต้นไม้ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นแหล่งๆไป โดยใช้หลักว่าใส่ปริมาณน้อยแต่ใส่บ่อยๆต้นไม้จะได้ประโยชน์จากปุ๋ยได้เต็มที่โดยการใส่ปุ๋ยรอบต้นไม้จะห่างจากโคนเล็กน้อยพร้อมพรวนดินรอบ ๆ โคนต้น

               2.การลิดกิ่ง (Pruning)

               การลิดกิ่ง คือ การทำให้กิ่งที่ไม่ต้องการโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ตอนล่างออกไป เพื่อช่วยให้ต้นไม้ปราศจากตำหนิอันเกิดจากปุ่มหรือตา ช่วยให้ต้นไม้มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อช่วยให้ได้ไม้ที่มีคุณภาพดีไม่มีตำหนิ การลิดกิ่งควรทำตั้งแต่แรก ๆ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะในระยะนี้กิ่งไม้ยังเล็กอยู่และตาที่เกิดจากการลิดกิ่งมีขนาดเล็กปกติมักทำการลิดกิ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 5 เมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นขนาดความยาวของไม้ซุงที่ต้องการ แต่การลิดกิ่งทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและต้นไม้ไม่อาจคลุมวัชพืชในพื้นที่ได้ในเวลาอันสมควร ทำให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืชมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการพิจารณาดูว่าการลิดกิ่งมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด การลิดกิ่งแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ

                      2.1 การลิดกิ่งตามธรรมชาติ (Natural pruning)การลิดกิ่งตามธรรมชาติเกิดขึ้นเนื่องจากกิ่งที่อยู่ตอนล่างของลำต้นถูกเบียดบังแสงจากกิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปทำให้กิ่งแห้งตายและหลุดล่วงไป

                      2.2 การลิดกิ่งโดยมนุษย์ (Artificial pruning)การลิดกิ่งโดยมนุษย์เป็นการเลือกลิดกิ่งบางกิ่งออกจากลำต้น เพื่อช่วยให้เนื้อไม้ปราศจากตำหนิซึ่งเกิดจากกิ่งและตา ทำให้เนื้อไม้มีคุณภาพดีขึ้นการลิดกิ่งถ้าลิดออกมากเกินไป จะมีผลเสียทำให้การเติบโตของต้นไม้ทั้งความโตและความสูงลดลง แต่ข้อดีคือเนื้อไม้มีความแน่นมากขึ้นสำหรับต้นไม้บางชนิดที่มีกิ่งมากการลิดกิ่งออกบ้าง จะไม่มีผลเสียต่อการเติบโตของต้นไม้เพราะกิ่งไม้ที่มีอยู่ตอนล่างๆ จะไม่สามารถปรุงอาหารเองได้ แต่กลับเป็นตัวแย่งอาหารจากส่วนอื่นของต้นไม้อีกด้วยข้อควรพิจารณาในการลิดกิ่งประกอบด้วย

                         1) ชนิดไม้ควรทำการลิดกิ่งกับชนิดไม้ที่ลิดกิ่งเองตามธรรมชาติได้ยาก และไม่ควรทำการลิดกิ่งกับชนิดไม้ที่อาจจะได้รับอันตรายจากโรคแมลงลมพายุหรือไฟได้ง่าย

                         2) วัตถุประสงค์การปลูกต้นไม้เช่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทำไม้แปรรูปไม้บางหรือไม้ซุงที่เปลาตรงปราศจากตำหนิจากปุ่มตามีความจำเป็นต้องทำการลิดกิ่ง

                         3) ขนาดและอายุไม้ไม่ควรทำการลิดกิ่งต้นไม้ที่มีอายุน้อยและมีขนาดเล็กเกินไปเพราะจะทำให้ต้นไม้โตช้าและจะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรตามปกติควรทำการลิดกิ่งเมื่อต้นไม้มีความสูงได้ขนาดพอที่จะทำซุงได้หนึ่งท่อนแล้ว

                         4) ความสูงของการลิดกิ่งในการลิดกิ่งต้นไม้ในครั้งแรก มักทำเพียงแค่ผู้ทำการลิดกิ่งสามารถเอื้อมถึงและในครั้งต่อๆไป ก็จะลิดกิ่งให้สูงขึ้นไปจนได้ขนาดความยาวของลำต้นที่ปราศจากกิ่งตามต้องการ อย่างไรก็ตามการลิดกิ่งแต่ละครั้งควรเหลือเรือนยอดที่เป็นกิ่งสดไว้เพียงพอต่อการเติบโตของต้นไม้นั้น

                         5) ฤดูการลิดกิ่งไม่ควรลิดกิ่งในฤดูการเติบโตของต้นไม้ เพราะในระยะนี้เปลือกไม้จะฉีกขาดได้ง่าย ทำให้เกิดบาดแผลบนลำต้น เป็นสาเหตุให้เชื้อราเข้าทำอันตรายต้นไม้ได้มากขึ้น ฤดูที่เหมาะสมสำหรับการลิดกิ่งคือระยะที่ต้นไม้หยุดการเจริญเติบโต

                         6) เครื่องมือที่ใช้ในการลิดกิ่งการลิดกิ่งที่ดีจะต้องตัดกิ่งให้เรียบชิดขนานกับลำต้นไม้ ให้เหลือส่วนของโคนกิ่งไว้บนลำต้นและจะต้องไม่ทำให้เปลือกฉีดขาด และลำต้นได้รับอันตรายดังนั้นการใช้เลื่อยและกรรไกรตัดกิ่งไม้ ช่วยในการลิดกิ่งจะให้ผลดีกว่าการใช้มีดและขวาน

               3. การตัดขยายระยะ (Thinning)

               การตัดขยายระยะ (ภาพที่12) คือการคัดเลือกตัดไม้ที่ผ่านวัยรุ่นไปแล้ว และขึ้นอยู่หนาแน่นออกเพื่อช่วยให้ไม้ที่เหลือมีโอกาสเติบโตอย่างเต็มที่ วัตถุประสงค์ในการตัดขยายระยะคือ เพื่อช่วยให้ต้นไม้มีการเติบโตเร็วขึ้นทำให้มีรอบตัดฟันสั้นลง ทำให้ต้นไม้มีคุณภาพดีและเพื่อทำให้มีรายได้จากการตัดขยายระยะต้นไม้ที่เสื่อมคุณภาพออกมาใช้ประโยชน์

ภาพที่12 แสดงการตัดขยายระยะ

               วิธีการตัดขยายระยะ(Methods of thinning) แบ่งออกได้เป็น 4 วิธีคือ

                      
3.1 Crown thinningคือการเลือกตัดไม้ที่มีเรือนยอดเด่น (Dominant) และเรือนยอดรอง(Co-dominant) ซึ่งเบียดบังต้นไม้อื่นที่อยู่ชั้นเรือนยอดเดียวออกเพื่อส่งเสริมการเติบโตของต้นไม้ที่เหลือ

                      3.2 Lowthinning คือการตัดขยายระยะต้นไม้ที่มีเรือนยอดไม่เจริญหรือถูกงำ(Suppressed)และที่ตายแล้วออกก่อนแล้วจึงตัดต้นไม้ที่มีชั้นเรือนยอดเหนือขึ้นไปตามลำดับจนถึงต้นที่มีเรือนยอดเด่น (Dominant)

                      3.3 Mechanical thinning คือการเลือกตัดโดยวิธีตัดต้นเว้นต้น หรือโดยวิธีตัดเว้นระยะระหว่างแถวหรือแนวโดยไม่คำนึงถึงเรือนยอดของต้นไม้ การตัดขยายระยะแบบนี้ใช้ได้สำหรับสวนป่าที่เริ่มปลูก และไม่เคยทำการตัดขยายระยะมาก่อนและที่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น

                      3.4 Integrated thinning คือการตัดขยายระยะแบบผสมผสานโดยใช้หลายวิธีผสมกันเพื่อให้ได้หมู่ไม้ที่มีลักษณะตามต้องการมักใช้กับสวนป่าที่มีการเติบโตและพัฒนาไม่สม่ำเสมอ

               การเริ่มตัดขยายระยะ

               คำถามที่ว่า ควรทำการตัดขยายระยะต้นไม้ในสวนป่าเมื่อไร เป็นเรื่องที่จะต้องคิดอยู่เสมอในอดีตที่ผ่านมาการตัดขยายระยะจะทำเมื่อความเพิ่มพูนรายปีของต้นไม้เริ่มลดลง นั่นคือ เจ้าของสวนป่าจะต้องเก็บข้อมูลสถิติการเติบโตของต้นไม้ในสวนป่าติดต่อกันทุกๆ ปี หลังการปลูกนำมาสร้างกราฟการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เมื่อพบว่า ไม่มีความเพิ่มพูนรายปีอีกแล้ว ต้องพิจารณาทำการตัดขยายระยะทันทีเพื่อให้ต้นไม้ในสวนป่าที่เหลืออยู่สามารถเติบโต เพิ่มพูนเนื้อไม้ได้ต่อไปและหลังจากนั้นก็คอยวัดอัตราการเติบโตต่อไป

               ในทางปฏิบัติ ไม่อาจกระทำดังกล่าวข้างต้น เพราะการวัดอัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้ในสวนป่า ต้องใช้แรงงาน เวลา และความถูกต้องมาก ผู้ดำเนินงานมักจะละเลยข้อมูลด้านนี้จนไม่มีข้อมูลที่ดีพอจะพิจารณาว่า ควรทำการตัดขยายระยะเมื่อไร ดังนั้นจึงพยายามหาดัชนีตัวอื่นมาเป็นเครื่องชี้วัด ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับตัดขยายระยะ และมีเกณฑ์พิจารณากัน ดังนี้

                      1) ทำการตัดขยายระยะ เมื่อเรือนยอดของต้นไม้ในสวนป่าชิดกันแล้ว คือ คาดว่าเมื่อเรือนยอดชิดกัน การแย่งทางด้านเรือนยอดและในระบบราก จะมีมากพอที่จะต้องกำจัดต้นไม้บางส่วนออกได้แล้วแต่ในความเป็นจริง แม้เรือนยอดต้นไม้จะเริ่มชิดกันก็ควรเริ่มทำการตัดขยายระยะประมาณ ๒-๓ ปี หลังจากเรือนยอดชิดกันแล้วอย่างไรก็ตาม การปลูกต้นไม้โดยมีระยะปลูกกว้างๆ อาจยืดระยะเวลาการตัดขยายระยะออกไปจนกว่าเรือนยอดจะชิดและเบียดเสียดกันอย่างแท้จริงนั้น คือ ๒-๔ ปีหลังจากชิดกัน

                      2) พิจารณาการตัดขยายระยะเจากสัดส่วนของเรือนยอดนั้น คือ ดูจากความสูงของเรือนยอดที่ยังมีชีวิตอยู่ของต้นไม้ หากเรือนยอดเริ่มเรียวเล็กแหลมลงก็จะพิจารณาทำการตัดขยายระยะได้  สำหรับต้นใบกว้างทั่วๆ ไป จะเริ่มทำการตัดขยายระยะเมื่อสัดส่วนเรือนยอดมี ๓๐-๔๐ % ของลำต้น
                      อย่างไรก็ตาม การตัดขยายระยะจะต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านอื่นด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง           ด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากการตัดขยายระยะจะต้องใช้แรงงานมากจึงควรทำในขณะที่คนงานไม่มีงานอื่นทำหรือว่างงานจากภารกิจอื่นๆ แล้วเท่านั้น ไม่ควรแบ่งแรงงานมาจากภารกิจอื่นๆ ที่แนะนำเช่นนี้ เนื่องจากการตัดขยายระยะ อาจยืดเวลาออกไปได้โดยไม่มีความเสียหายอะไรเกิดขึ้น แม้จะล่าช้าออกไปบ้าง แต่ต้นไม้ยังสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้หรือความเติบโตอาจลดน้อยลง แต่ในช่วงเวลาที่ไม่แตกต่างกันมากนักก็อาจไม่มีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น การตัดขยายระยะจึงควรทำในระยะที่คนงานว่างจากงานอื่นแล้วเท่านั้น

                      เนื่องจากการตัดขยายระยะ ต้องใช้แรงงานและค่าใช้จ่ายมาก การดำเนินงานจึงอาจเลือกทำเป็นระยะๆ เช่น ทำการตัดขยายระยะทุก ๕ ปี ดีกว่าทำการตัดสางขยายระยะทุกๆ ปี เพราะการดำเนินการ ๕ ปี ต่อครั้งจะประหยัดกว่าการตัดขยายระยะทุกๆ ปี เป็นต้น

               4. การควบคุมไฟป่า (Fire control)

               ไฟเผาทำลายต้นไม้เป็นปัญหาที่สำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกสวนป่า ทำความเสียหายให้กับสวนป่าค่อนข้างมาก ทำให้ต้นไม้ตายและเติบโตช้าลงส่วนมากเกิดในฤดูแล้ง ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน สาเหตุการเกิดไฟในสวนป่าส่วนมากมาจากการเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรของพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ไฟลามเข้ามาในสวนสักเโดยเฉพาะในฤดูแล้งไม้สักจะผลัดใบมีใบแห้งร่วงหล่นเป็นเชื้อเพลิงติดไฟง่าย การเกิดไฟป่าส่งผลกระทบต่อต้นไม้ในสวนป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ต้นไม้ยังเป็นกล้าไม้ขนาดเล็กหรือความสูงไม่พ้นความสูงของเปลวไฟ การดำเนินการป้องกันไฟป่าจะต้องดำเนินการก่อนถึงหน้าแล้ง ในแต่ละปีแนวทางในการป้องกันไฟป่าในสวนป่าทำได้ดังนี้

                      4.1 การทำทางตรวจการหรือการทำทางแบ่งตอนโดยทางตรวจการทำรอบขอบแปลงควรกว้างประมาณ 8 เมตรและมีทางแบ่งตอนหรือแบ่งแปลงเล็กด้านในแปลงมีขนาดความกว้าง6 เมตร นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวกันไฟป้องกันการลุกลามของไฟป่า แล้วยังทำให้การคมนาคมหรือการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานสะดวกมากขึ้นด้วย เช่น การขนส่งกล้าไม้เข้าไปปลูกในแปลงปลูกสวนป่า การขนส่งคนเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่การขนส่งเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน การควบคุมงานและการตรวจสอบการปฏิบัติงานรวมถึงการจัดการสวนป่าในอนาคต เช่น การลำเลียงขนส่งผลผลิตจากป่าออกมาใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายเป็นต้น

                      4.2 การทำแนวกันไฟ มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไฟและสกัดกั้นการลุกลามของไฟ ด้วยการถางวัชพืชเป็นแนวโดยจะต้องถางวัชพืชให้ชิดติดดิน หรือเผาเศษวัชพืชให้โล่งเตียน

                      4.3 การจัดการเชื้อเพลิง เช่น การเผาตามกำหนดและการชิงเผาเป็นมาตรการป้องกันไฟที่ดีที่สุด และได้ผลดีที่สุดเพราะเป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดไฟไหม้สวนป่า โดยการกำจัดวัชพืชอย่างไรก็ตามการจุดไฟจะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ การชิงเผาต้องดำเนินก่อนถึง ฤดูแล้งและไม่ควรดำเนินการเผาในช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงมาก เช่น ตอนเที่ยงถึงบ่ายหรือไม่ควรเผาในช่วงที่มีลมแรง เพื่อให้สามารถควบคุมไฟมิให้ทำอันตรายแก่ต้นไม้ในสวนป่าได้ นอกจากนี้ยังมีการทำแนวกันไฟธรรมชาติโดยปลูกต้นไม้ หรือพืชเกษตรที่มีความชื้นสูงและไม่ผลัดใบในฤดูแล้งรอบแปลงสวนป่าแทนแนวกันไฟ ได้แก่ กล้วยหรือพืชอวบน้ำทำการตรวจตราให้บ่อยขึ้นในช่วงหน้าแล้ง และทำการกำจัดเศษไม้ใบไม้แห้งที่เป็นเชื้อเพลิงไฟเพื่อลดความรุนแรงของไฟ

               5. การป้องกันโรคและแมลงในสวนป่า (Insect and disease protection)

               การปลูกสวนป่าในลักษณะพืชชนิดเดียวเป็นแปลงขนาดใหญ่ ทำให้มีโอกาสระบาดของโรคและแมลงได้มาก ซึ่งมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและยากในการแก้ไข สามารถดำเนินการป้องกันและกำจัดโรคได้ดังนี้

                      5.1 การควบคุมทางเขตกรรมได้แก่ การปลูกต้นไม้คนละชนิดคละกัน หรือการปลูกแบบผสมผสานเเปลี่ยนชนิดพืชจากชนิดที่อ่อนแอมากให้เป็นชนิดที่มีความอ่อนแอน้อยลง หรือคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อศัตรูพืช นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการตัดต้นไม้ที่ถูกโรค และแมลงทำลายและชักลากออกจากสวนป่าให้เร็วที่สุดด้วย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นแหล่งแพร่พันธุ์ของแมลงและเชื้อโรคต่อไปได้ รวมทั้งต้นไม้ที่ไม่ตายจากการทำลายของโรคและแมลง อาจจะมีลักษณะไม่ดี เช่น หงิกงอเเจริญเติบโตช้า เและอาจทำให้วัชพืชเข้ามาเติบโตแทนที่มากขึ้น และก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกจึงควรตัดฟันออกและปลูกใหม่

                      5.2 การควบคุมทางเคมีได้แก่การใช้สารเคมีเพื่อควบคุมโรคและแมลงส่วนใหญ่ใช้วิธีการฉีดพ่นตามสวนป่าซึ่งต้องเลือกชนิดของสารเคมีให้ตรงกับโรคและแมลงที่พบในสวนป่า

                      5.3 การควบคุมทางชีวภาพได้แก่การใช้สิ่งมีชีวิตกำจัดโรคและแมลงซึ่งอาจได้ผลไม่ดีเท่ากับการใช้สารเคมีอย่างไรก็ตามการควบคุมทางชีวภาพไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในสวนป่า

                      5.4 การควบคุมโดยวิธีกลได้แก่การใช้เครื่องจักรกลต่างๆเช่นใช้กับดักใช้เครื่องมือจับแมลงหรือเครื่องป้องกันต่างๆเพื่อลดปริมาณของแมลงศัตรูพืชในสวนป่า

                      การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจสอบพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เช่น ตรวจการเพิ่มหรือลดลงของจำนวนแมลงและสัตว์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อต้นไม้ เมื่อมีการตัดฟันไม้แต่ละครั้ง ให้ตรวจสอบโรครากเน่าประกอบด้วย รวมถึงยกเว้นการปฏิบัติที่จะเกื้อหนุนต่อการเพิ่มปริมาณของสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรูพืช เช่น ลดแหล่งที่ใช้แพร่พันธุ์ของเชื้อโรคและแมลง ได้แก่ ซากพืชหรือขอนไม้เป็นต้นหากพบว่ามีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นต้องหาวิธีป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในระดับรุนแรงและต้องพยายามทำให้ต้นไม้ที่มีอยู่แข็งแรง ในการปฏิบัติการใดต่อต้นไม้ต้องยึดหลักความสะอาดของพื้นที่และไม่ทำให้ต้นไม้เสียหาย

               6. การประเมินผลผลิตไม้ในสวนป่า (Evaluation of forest productivity)

                      6.1 มูลค่าของไม้ ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการปลูก เช่น ถ้าต้องการไม้ท่อนซุงเพื่อจะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ ก็ควรจะเป็นไม้ที่มีความยาวลำต้น (Clear bole) ยาวแต่ถ้าต้องการเป็นเชื้อเพลิง หรือทำเยื่อกระดาษต้นไม้จะมีการแตกกิ่งก้านมากก็ไม่เป็นไร และข้อมูลที่กล่าวถึงข้างต้นคือการประเมินรูปทรงลำต้นและการแตกกิ่ง (Tree form) ซึ่งจะทำการวัดเมื่อไม้อายุ 24 เดือนโดยจะมีการให้คะแนนเป็น 3 Class ได้แก่

                           Class 1 เป็นลำต้นเดี่ยวจนถึงปลายยอดกิ่งมีขนาดเล็กและมี Basal diameter น้อยกว่า 50% ของเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นณจุดที่มีความสูงเท่ากัน

                           Class 2 เป็นต้นไม้ที่มีลำต้นมากกว่า 1 ลำต้น (นาง) โดยที่นางจะเริ่มแตกจากลำต้นหลักเหนือระดับความสูง 50 เซนติเมตรเหนือพื้นดินของต้นไม้โดยที่นางหนึ่งมี Basal diameter เท่ากับหรือมากกว่า 50% ของนางหลักณจุดที่มีระดับความสูงเท่ากัน

                           Class 3 เป็นต้นไม้ที่มีลำต้นมากกว่า 1 ลำต้นหรือ 1 นางขึ้นไปโดยนางจะเริ่มแตกจากลำต้นหลักต่ำกว่าระดับ 50 เซนติเมตรเหนือพื้นดิน

                      6.2 ข้อมูลด้านผลผลิตป่าไม้

                           1) ทำการวัดมิติต่างๆของไม้ทุกต้นในแปลงตัวอย่าง(ภาพที่13) ได้แก่ เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 0.30 เมตรจากพื้นดิน (D30) เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 1.30 เมตรจากพื้นดิน (DBH) โดยใช้ Diameter tape และความสูงถึงระดับใต้กิ่งสดกิ่งแรก (Hb) โดยใช้Measuring pole

                           2) ในแต่ละแปลงตัวอย่างทำการแบ่งต้นไม้เป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 1.30 เมตรจากพื้นดิน (DBH)เท่ากับหรือใกล้เคียงกับค่ากลางของแต่ละชั้นขนาดและคัดเลือกมาชั้นขนาดละ 1 ต้น

ภาพที่13การวัดหาข้อมูลการเติบโต

                           3) ทำการวัดมิติต่างๆของต้นไม้ตัวอย่างที่ทำการตัดฟันลงมาได้แก่เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 0.30 เมตรจากพื้นดิน (D30) เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 1.3 เมตรจากพื้นดิน(DBH) เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูงใต้กิ่งสดกิ่งแรก (Db) ความสูงทั้งหมดของต้นไม้ (H) และความสูงถึงระดับใต้กิ่งสดกิ่งแรก (Hb) ทำการตัดทอนต้นไม้ตามลักษณะการใช้ประโยชน์แล้วชั่งน้ำหนักสดของไม้ในแต่ละส่วน

                      6.3 การวิเคราะห์ข้อมูล

                           1)ความสัมพันธ์ระหว่างความสูงทั้งหมดของต้นไม้ (H) กับมิติต่างๆได้แก่เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 0.30 เมตรจากพื้นดิน (D30) เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 1.3 เมตรจากพื้นดิน(DBH) และเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูงใต้กิ่งสดกิ่งแรก (Db) โดยนำข้อมูลไม้ทั้งหมดที่ได้ตัดฟันลงมาในทุกระยะการปลูกมาหาความสัมพันธ์ใช้ความสัมพันธ์ในรูปของสมการAllometric relation

Y = aXbหรือ log y = log a + blog X
เมื่อ Y = ความสูงทั้งหมดของต้นไม้ (H)
X = มิติของต้นไม้
a และ b = ค่าคงที่ของสมการ
คำนวณหาความสูงทั้งหมดของต้นไม้ (H) ทุกต้นในแปลงตัวอย่างทุกระยะปลูกต่อไป

                           2) ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักสดทั้งหมดของต้นไม้ที่นำมาใช้ประโยชน์ (W) กับมิติต่างๆของต้นไม้โดยนำข้อมูลของไม้ตัวอย่างทั้งหมดที่ได้ตัดฟันลงมาในทุกระยะปลูกมาหาความสัมพันธ์ใช้ความสัมพันธ์ในรูปของสมการAllometric relation

Y = aXbหรือ log y = log a + blog X
เมื่อ Y = น้ำหนักสดทั้งหมดของต้นไม้ที่นำมาใช้ประโยชน์ (W)
(น้ำหนักโดยรวมของไม้แปรรูป+ชิ้นไม้สับ+เศษไม้ปลายไม้
หรือน้ำหนักโดยรวมของไม้เสาเข็ม+ชิ้นไม้สับ+เศษไม้ปลายไม้)
X = มิติของต้นไม้
a และ b = ค่าคงที่ของสมการ
การใช้มิติของต้นไม้ (X) ใช้ในสองลักษณะ คือ

                           (1) ลักษณะที่เป็นตัวอิสระตัวเดียวได้แก่เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับต่างๆ เช่นที่ระดับความสูง0.30 เมตรจากพื้นดิน (D30)ที่ระดับความสูง 1.3 เมตรจากพื้นดิน (DBH) ที่ระดับความสูงใต้กิ่งสดกิ่งแรก(Db)ความสูงทั้งหมดของต้นไม้ (H)และความสูงที่ระดับกิ่งสดกิ่งแรก (Hb)

                           (2) ลักษณะที่เป็นตัวอิสระสองตัวได้แก่ความสัมพันธ์ของเส้นผ่านศูนย์กลางยกกำลังสองคูณกับความสูงทั้งหมดของต้นไม้ได้แก่H ,H และH

                           (3) เลือกสมการความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักสดทั้งหมดของต้นไม้ที่นำมาใช้ประโยชน์ (W) กับมิติต่างๆ ของต้นไม้โดยพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์ของตัวกำหนด (coefficientรofรdetermination,รR2)ที่มีค่าสูงสุดตลอดจนถึงความสะดวกในการปฏิบัติงานเพื่อนำสมการที่ได้ไปประมาณหาน้ำหนักสดของส่วนต่างๆตามลักษณะการใช้ประโยชน์ไม้ต่อไป


   
5. การปลูกและการตัดฟันไม้สวนป่า
 
               กรมป่าไม้ ได้มีการศึกษาวิจัย และรวบรวมผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเตรียมพื้นที่ปลูกสวนป่า การบำรุงรักษา ตลอดจนการตัดฟันใช้ประโยชน์ไม้สวนป่าชนิดต่างๆ ไว้แล้วหลายชนิด  แต่มีเพียงบางชนิดที่มีข้อมูลชัดเจนและครบถ้วนต่อเนื่องไปถึงราคาไม้และตลาดรับซื้อ รวมถึงการนำไปทำผลิตภัณฑ์       ไม้แปรรูปแบบต่างๆ  ซึ่งในเอกสารนี้จะขอยกตัวอย่างชนิดไม้ที่นิยมปลูกและเป็นที่ต้องการของตลาด จำนวน 4 ชนิด คือ ไม้สัก ยูคาลิปตัส กระถินเทพา และไผ่เลี้ยง โดยมีวิธีการปลูกและการตัดฟันของไม้แต่ละชนิด เป็นดังนี้

               1. การปลูกและการตัดฟันสัก

                      1.1 การปลูกสัก มีวิธีปลูกและการจัดการจะแตกต่างกับการทำการเกษตรหรือสวนผลไม้ สวนสักต้องใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตนานกว่าการทำการเกษตรสวนสัก มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเนื้อไม้ราคาไม้ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ขนาดและอายุของต้นไม้ สิ่งสำคัญในการพิจารณาปลูกสักคือความเหมาะสมของพื้นที่ การจัดการรูปแบบการปลูกขนาดของพื้นที่ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนควรวางแผนให้เป็นระบบรอบหมุนเวียนให้ตัดไม้ได้อย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับปลูกสักที่ให้ผลดีที่สุดคือช่วงต้นฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมซึ่งมีปริมาณน้ำฝนหรือความชื้นเพียงพอให้ต้นไม้สามารถตั้งตัวเติบโตและมีโอกาสรอดตายสูงระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 3 x 3 เมตรขุดหลุมกว้างและลึกประมาณ30x30เซนติเมตรหรือ 50x50 เซนติเมตรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกแต่ต้องระวังไม่ให้ปุ๋ยสัมผัสรากโดยตรงเพราะอาจทำให้ต้นสักตายได้ การกรีดถุงพลาสติกออกระวังอย่าให้ดินแตกกระจายกระทบกระเทือนระบบรากนำกล้าลงปลูกให้ระดับโคนต้นต่ำกว่าผิวดินเล็กน้อยซึ่งการปลูกมีหลายรูปแบบ ดังนี้

                           1.1.1 การปลูกด้วยเหง้ากระทำโดยใช้เหล็กชะแลงกระทุ้งดินให้เป็นรูลึกเท่าความยาวของเหง้าสัก แล้วนำเหง้าที่เตรียมไว้เสียบลงไปให้พอดีกับระดับดินหรือต่ำกว่าผิวดินเล็กน้อย ใช้ชะแลงอัดดินข้างรูปลูกให้แน่นเพื่อให้เหง้าฝังแน่นกระชับอยู่ในดิน วิธีปลูกด้วยเหง้านี้เป็นวิธีที่ง่ายเสียค่าใช้จ่ายน้อย และยังทำให้ต้นไม้เติบโตดีด้วยเพราะในเหง้าสักมีการสะสมอาหารไว้สำหรับการเติบโตการปลูกด้วยเหง้า ควรคัดเลือกเหง้าที่มีขนาดเท่ากัน ปลูกในบริเวณเดียวกันเพื่อให้ต้นไม้เติบโตอย่างสม่ำเสมอมากที่สุด

                           1.1.2 การปลูกด้วยกล้าชำถุงเหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่ที่มีไม่มากนัก หากได้มีการคัดเลือกกล้าเป็นอย่างดี จะได้ต้นสักที่เติบโตเร็วและสม่ำเสมอกัน การปลูกสักด้วยกล้านี้ควรขุดหลุมปลูกขนาด 20x20x20 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักปุ๋ยเคมีผสมกับหน้าดินและเศษใบไม้หรือวัชพืช กล้าไม้ที่นำไปปลูกควรมีขนาดสูงไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตรและได้รับการทำให้แกร่งเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อปลูกแล้วอัดดินรอบๆโคนต้นให้แน่น หากทำการรดน้ำด้วยในช่วงฝนทิ้งช่วงก็จะทำให้ต้นไม้เติบโตได้ดีขึ้น

                      1.2 การตัดฟันสัก การปลูกสวนป่าไม้สักนั้นได้มีการศึกษาในพื้นที่ที่ต้นสักเติบโตได้ดีโดยกำหนดรอบตัดฟันไว้ 15 ปีอัตราความเพิ่มพูน 7 เซนติเมตรต่อปี กำหนดให้มีการตัดไม้สักที่ลักษณะไม่ดีออกเพื่อให้ไม้ที่มีลักษณะดีโตเร็วในปีที่ 6 และทำการตัดขยายระยะในปีที่ 11 ได้ปริมาตรไม้ 3 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่อายุ 6–10 ปีมีต้นไม้ 90 ต้นต่อไร่อายุ 11–15 ปี มีต้นไม้ 45 ต้นต่อไร่และเมื่อไม้มีอายุครบรอบตัดฟันจะมีปริมาตรไม่ต่ำกว่า 12 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ไม้สักจัดได้ว่าเป็นไม้โตเร็วชนิดหนึ่งเมื่อเทียบกับไม้ชนิดอื่นอีกหลายๆชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตในช่วง 10 ปีแรกจะเร็วมากอย่างไรก็ตามไม้สักจะโตเร็วมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่สำคัญคือสภาพพื้นที่ที่ปลูกรวมทั้งการเตรียมพื้นที่การจัดการสวนป่ารวมทั้งการบำรุงรักษาและคุณภาพของเมล็ดกล้าพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมและมีการจัดการสวนป่าเป็นอย่างดี  ต้นสักอายุ 10 ปีจะสูงเฉลี่ยมากกว่า 15 เมตรขึ้นไปและมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่า 15 เซนติเมตร มีผลผลิต(ไม้ท่อน)สูงกว่า 13 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่หลังจากนั้นการเติบโตทางความสูงจะลดลงแต่ความโตทางเส้นรอบวงจะยังคงเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ

                      สำหรับสวนสักพื้นที่ขนาดใหญ่การตัดแบบเป็นระบบจะทำให้สะดวกในการตัดไม้สำหรับสวนสักที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก หากมีการเติบโตแตกต่างกัน ควรใช้แบบเลือกตัดโดยการตัดขยายระยะครั้งแรกควรเลือกต้นที่มีขนาดเล็ก และลักษณะไม่ดีออกเหลือสักที่มีลักษณะเติบโตดีไว้ เนื่องจากต้นที่มีการเติบโตดีจะสามารถเติบโตเป็นไม้ขนาดใหญ่ได้ดีกว่า ส่งผลให้สวนป่ามีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นคุ้มค่าการลงทุนในรอบตัดฟันสุดท้ายมากกว่า โดยไม้สักที่ขายได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาดคืออายุมากกว่า 15 ปี ขนาดเส้นรอบวงที่ความสูง 1.30 เมตรมากกว่า 60 เซนติเมตรขึ้นไป

               2. การปลูก การตัดฟันและการไว้หน่อยูคาลิปตัส

                      2.1 การปลูกยูคาลิปตัส สามารถปลูกได้โดยการเพาะกล้าไม้จากเมล็ด หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยขนาดกล้าไม้ที่พอเหมาะในการย้ายปลูก อายุประมาณ 3 – 5 เดือนสูงประมาณ25 – 40 เซนติเมตร ควรเลือกปลูกหลังจากวันที่ฝนตกทำให้ดินเปียกชื้นพอสมควรประการสำคัญถุงพลาสติกต้องฉีกออก และทิ้งนอกหลุมเพื่อให้ระบบรากสามารถชอนไชออกไปตั้งตัวและหาอาหารได้ดีขึ้น แล้วกลบดินและกดรอบๆต้นไม้ให้แน่นในบริเวณพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ระดับดินที่กลบหลุมควรให้เป็นแอ่งลึกกว่าระดับดินโดยรอบเล็กน้อย เพื่อให้เป็นแอ่งรับน้ำฝนเลี้ยงต้นไม้ ระยะปลูกจะใช้ระยะปลูกถี่ห่างเท่าใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และการนำไม้ไปใช้ประโยชน์ซึ่งมีข้อคิดเห็นดังนี้

                           2.1.1 ปลูกเพื่อเป็นฟืนหรือเผาถ่านซึ่งใช้ไม้ขนาดเล็กก็อาจปลูกระยะถี่เช่นใช้ระยะปลูก1x2 เมตรหรือ 2x2 เมตรซึ่งจะปลูกได้ 400 – 800 ต้น/ไร่ในช่วง 2 – 3 ปีสามารถตัดไม้มาขายใช้ทำฟืนหรือเผาถ่านขายได้และต้นตอไม้ยูคาลิปตัสที่ตัดออกไปสามารถแตกหน่อได้โดยไม่ต้องปลูกใหม่

                           2.1.2 ปลูกเพื่ออุตสาหกรรมเยื่อกระดาษเฟอร์นิเจอร์ หรือไม้สำหรับใช้ในการก่อสร้างที่ต้องการไม้ขนาดโต ก็ควรใช้ระยะปลูก 2x3, 2x4 หรือ 4x4 เมตรซึ่งจะปลูกได้ 100 – 270 ต้น/ไร่สามารถตัดมาใช้เพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆได้เมื่ออายุ 3 ปีขึ้นไปส่วนไม้เพื่อการก่อสร้างต้องมีอายุมากกว่า5 ปีการปลูกระยะห่างนั้นในปีที่ 1 – 2 สามารถปลูกพืชเกษตรควบลงในระหว่างต้นและแถวของต้นไม้ได้ เป็นการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ และยังมีรายได้ระหว่างคอยผลผลิตจากต้นไม้อีกด้วย

                      2.2 การตัดฟันและการไว้หน่อ การปลูกสวนป่ายูคาลิปตัส ถ้าหากได้มีการดำเนินการปลูกและบำรุงรักษาอย่างดีถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกในสวนป่าจะเติบโตและให้ผลผลิตตอบแทนในระยะเวลา 5 ปี การเติบโตของยูคาลิปตัสในระยะ 5–7 ปีแรกไม่ต้องการเนื้อที่เท่าใดนัก เนื่องจากมีเรือนยอดแคบๆ แม้บางแห่งจะเห็นต้นไม้อยู่อย่างเบียดเสียดกันบ้าง แต่การเติบโตยังคงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงยังไม่จำเป็นนักในการตัดขยายระยะ อย่างไรก็ตามสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติในการดูแลต้นไม้ คือหากพบต้นไม้ใดที่ไม่แข็งแรง เเช่น ต้นที่ถูกแมลงรบกวนหรือเป็นโรคไม้ที่แคระแกร็นหรือหากถูกข่มจากต้นข้างเคียงมาก ควรต้องตัดทิ้งออกไปสวนป่าที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เกี่ยวกับการกำจัดวัชพืช และเชื้อเพลิงต่างๆอย่างดีแล้วมักจะรอดพ้นอันตรายจากไฟป่าได้ หรือในกรณีที่ต้นยูคาลิปตัสได้รับอันตรายจากไฟป่าส่วนใหญ่ก็จะแตกตาออกมาอีกตามกิ่งลำต้นและตาเหล่านี้จะเติบโตเป็นหน่อใหม่ หรือบางครั้งลำต้นเดิมจะเริ่มเติบโตต่อไปอีกอย่างปกติ

                           2.2.1 ปลูกระยะ 1x1 เมตร (ไร่ละ 1,600 ต้น) ปีที่ 2 ตัดออก 50 เปอร์เซ็นต์เพื่อทำฟืนขนาดเล็กปีที่ 3–4 ตัดออก 50 เปอร์เซ็นต์เพื่อทำฟืนและถ่านที่เหลือตัดในปีที่ 5 เพื่อทำเยื่อกระดาษชิ้นไม้สับเสาขนาดเล็กและไม้แปรรูปขนาดเล็ก

                           2.2.2 ปลูกระยะ 2x2 เมตรและ 2x4 เมตร (ไร่ละ 400 ต้นและ 200 ต้น) ปีที่ 3–4 ตัดออก 50 เปอร์เซ็นต์เพื่อทำฟืนและถ่านปีที่ 5 ตัดทำเยื่อกระดาษชิ้นไม้สับเสาขนาดเล็กและไม้แปรรูปขนาดเล็กหรือคงเหลือไม้ลักษณะดีไว้ 10 – 20 เปอร์เซ็นต์เพื่อทำไม้แปรรูปใช้ก่อสร้างบ้านเรือน

                           2.2.3 ปลูกระยะ 3x3 เมตร, และ 4x4 เมตร (ไร่ละ 176 ต้น และ 100 ต้น) ตัดในปีที่ 5ทั้งหมดเพื่อทำเยื่อกระดาษชิ้นไม้สับฟืนถ่านเสาขนาดเล็กและไม้แปรรูปขนาดเล็กหรือคงเหลือไม้ลักษณะดีไว้ 20 เปอร์เซ็นต์เพื่อทำไม้แปรรูปใช้ก่อสร้างบ้านเรือน

                           การตัดไม้ยูคาลิปตัสในสวนป่าออกมาใช้ประโยชน์ดังกล่าวควรทำในระยะเริ่มต้นฤดูฝนเพราะดินมีความชื้นรต้นไม้ที่ตัดโค่นลงจะได้รับความเสียหายจากการโค่นล้มน้อยกว่าช่วงหน้าแล้งและควรตัดต้นยูคาลิปตัสให้ระดับพื้นดินประมาณ 10–12 เซนติเมตรเพื่อปล่อยให้แตกหน่อใหม่จากนั้นอีกประมาณ 1 เดือนใส่ปุ๋ยสูตร 15–15–15 จำนวน 10 กก./ไร่ปล่อยไว้อีก 1–2 เดือนทำการตัดแต่งหน่อไว้ให้เหลือเพียง 2–3 หน่อหรืออาจจะเหลือไว้ 7–8 หน่ออีกประมาณ 1 ปีจึงค่อยสางหน่อออกไป 5–6 หน่อไปทำฟืนถ่านหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นเหลือหน่อที่ดีที่สุดเพียงหน่อเดียวหรือ2 หน่อทำการบำรุงรักษาทุกๆปีตามปกติจนตัดฟันครั้งต่อไป

               3.การปลูกและการตัดฟันกระถินเทพา

                      3.1 การปลูกกระถินเทพา สามารถปลูกได้โดยการเพาะกล้าไม้จากเมล็ด หรือการปักชำกล้าโดยขนาดกล้าไม้ที่พอเหมาะในการย้ายปลูก ความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร สำหรับหลุมปลูกนั้น ควรเตรียมให้มีขนาดใหญ่กว่าขนาดของถุงเพาะชำเล็กน้อย ก่อนปลูกต้องฉีกถุงเพาะชำออกและต้องระวังอย่าให้ดินที่หุ้มรากอยู่ปริแตก เพราะจะทำให้รากได้รับการกระทบกระเทือนต้นกล้าจะตั้งตัวช้า การปลูกควรตั้งลำต้นให้ตรงให้ระดับคอรากอยู่ต่ำกว่าระดับผิวดินเล็กน้อย เมื่อปลูกเสร็จให้กลบดินให้แน่น ระยะการปลูกขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น สภาพพื้นที่ความอุดมสมบูรณ์ของดินเงินลงทุนการใช้ประโยชน์และความสะดวกในการทำงาน สำหรับการปลูกไม้โตเร็วโดยทั่วไปนิยมใช้ระยะ 2x2 เมตร (400 ต้น/ไร่) แต่ถ้าปลูกในพื้นที่จำนวนมากควรใช้ระยะ 3x1 หรือ 3x2 เมตรเพื่อให้เครื่องจักรสามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้

ขั้นตอนการปลูก

 

                      3.2 การตัดฟัน  อายุการตัดฟันของไม้โตเร็วขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ปลูกการเติบโตและการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ โดยทั่วไปกำหนดอายุการตัดฟันของไม้กระถินเทพาไว้ตั้งแต่ 6-20 ปี การโค่นล้มควรกระทำตอนต้นฤดูแล้ง เพราะสะดวกต่อการชักลากและขนส่งการลอกเปลือก และการทอนไม้ควรทำทันทีหลังจากการโค่นล้ม เพราะหากทิ้งไว้นานจนแห้งจะทำได้ยากขึ้น ในกรณีการปลูกใหม่หรือเปลี่ยนพืชปลูกการทำลายตอนับว่าเป็นปัญหาสำคัญมาก การขุดถอนตอเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและลงทุนสูง การใช้สารเคมีทำลายตอเป็นวิธีที่สะดวกและประหยัดที่สุด สารเคมีที่นิยมใช้ได้แก่โซเดียมอาร์ซีไนท์ (sodium arsenite) 5 เปอร์เซ็นต์ รดบริเวณตอให้ตอหยุดแตกหน่อและสลายตัวเร็วขึ้นและการจัดการกระถินเทพาอายุ 7 ปีสามารถสูงได้ถึง 26.9-35.5 เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางระดับอก 20.9-28.7 เซนติเมตรอัตราผลตอบแทนของโครงการเมื่อใช้ต้นทุนของเอกชนรายย่อยสูงสุดเท่ากับ 31.99 เปอร์เซ็นต์ และจากการศึกษาค้นคว้าและวิจัยของนักวิจัยหลายๆท่านที่ผ่านมา สามารถกล่าวได้ว่า กระถินเทพาเป็นไม้ที่เหมาะสมที่จะนำมาปลูกในประเทศไทย และเป็นไม้โตเร็วมีรอบตัดฟันสั้นและให้ผลทางเศรษฐกิจเร็ว และคุ้มค่าต่อการลงทุนกระถินเทพาเป็นไม้ที่สมควรจะส่งเสริมการปลูกสวนป่าทั้งในภาครัฐและเอกชน (โครงการจัดทำแผนแม่บทการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจระดับจังหวัด, 2548)

               4.การปลูกและการตัดฟันไผ่เลี้ยง

                      4.1 การปลูกไผ่เลี้ยง  วิธีการขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยงที่นิยมปฏิบัติมีวิธีเดียว คือ การแยกลำต้นพร้อมเหง้า โดยการแยกลำต้นพร้อมเหง้ามีรูปแบบ 2 รูปแบบ ดังนี้

                           4.1.1 การขยายพันธุ์โดยการแยกลำพร้อมเหง้าเป็นวิธีที่ได้ผลในการที่จะขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในเวลาสั้น เนื่องจากไผ่เลี้ยงมีการเติบโตและสร้างกอรวดเร็วมีจำนวนลำต่อกอมากจึงทำได้รวดเร็ว แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดในการขยายพันธุ์ที่ต้องการปริมาณมากๆ ในเวลารวดเร็วเพื่อปลูกบนพื้นที่ผืนใหญ่ อายุของลำที่ใช้แยกลำพร้อมเหง้าคือ ช่วงอายุระหว่าง 8 - 20 เดือนเท่านั้นเช่นเดียวกับไผ่ซางและไผ่สีสุก โดยแยกลำเฉพาะส่วนโคนที่มีเหง้าของลำต้นติดมาอย่างสมบูรณ์ ข้อสังเกต ต้นที่มีอายุเกิน 2 ปีจะได้ผลไม่ดีเท่าต้นที่มีอายุ 1-2 ปี ซึ่งจะแตกหน่อต่ำหรืออาจไม่แตกเลย ดังนั้นการขยายพันธุ์จากกอที่เริ่มปลูก 2-3 ปี จึงจะได้ผลดี

                           4.1.2 การแยกกอขนาดเล็ก จากการขยายพันธุ์ในแบบที่ 1 ต้องใช้ถุงขนาดใหญ่เพาะชำแล้วนำไปเลี้ยงดูในโรงเรือน ระยะหนึ่งจะได้กอขนาดเล็กจำนวน 2-3 ลำขึ้นไป จากนั้นจึงทำการแยกกอขนาดเล็กที่สมบูรณ์แล้วออก 1 ใน 4 เพื่อกระตุ้นให้สร้างหน่อจำนวนมากในถุงเพาะชำก็จะได้หน่อขนาดเล็กจำนวนมากขึ้น สามารถแยกเป็นปริมาณกล้าได้มากขึ้น

               การปลูกไผ่เลี้ยงควรปลูกตั้งแต่เริ่มฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน – สิงหาคม เพื่อให้กล้าไผ่ตั้งตัวได้เร็วสามารถแตกหน่อได้ทันทีภายในฤดูเดียว ทำให้กล้าไผ่เลี้ยงมีการรอดตายสูงและสามารถเจริญเติบโตได้ดีต่อไป ก่อนการปลูกควรนำกล้าไผ่เลี้ยงออกวางไว้กลางแจ้ง ค่อยๆ ลดปริมาณน้ำกล้าไผ่ลงเป็นระยะเวลา 1-2 เดือน เพื่อให้กล้าไผ่ปรับตัวกับสภาพแสงแดดและสภาวะแวดล้อมเป็นการทำให้กล้าไผ่เลี้ยงมีความแกร่ง การปลูกใช้มีดกรีดก้นถุง วางกล้าไผ่ลงในหลุมกลบดินแล้วใช้เท้าเหยียบดินให้แน่นหากไม่มีฝนตกควรรดน้ำให้ชุ่มแล้วหาเศษใบไม้ เศษฟาง คลุมหลุมไว้เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นในดิน

               ไผ่เลี้ยงถึงแม้จะเป็นไผ่ที่ทนแล้ง ปลูกง่ายและแตกกอดี แต่ต้องเตรียมการตั้งแต่การเลือกที่ปลูก การวางแผนการปลูกเพื่อความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ปลูกว่าปลูกเพื่อผลิตหน่อหรือผลิตลำ พื้นที่ปลูกจะต้องไม่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง ถ้ามีการปรับปรุงพื้นที่ควรจะดำเนินการให้เสร็จก่อนเข้าฤดูฝน เริ่มปลูกเมื่อเข้าฤดูฝนจะได้ประหยัดในการให้น้ำและต้นไผ่ได้ตั้งตัวก่อนเข้าฤดูแล้ง หากมีน้ำหรือระบบน้ำเข้าช่วยโอกาสความสำเร็จยิ่งสูง สำหรับระยะปลูกถ้าปลูกเพื่อการผลิตหน่อควรปลูกระยะชิด คือ 2x4 เมตร จะได้จำนวนหน่อต่อพื้นที่มากขึ้น หากปลูกเพื่อการผลิตลำให้ใช้ระยะห่างตั้งแต่ 4x4 เมตร จนถึง 7x7 เมตร ขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนหลุมปลูกควรมีความลึกประมาณ 20 เซนติเมตร

ปฏิทินการปลูกไผ่เลี้ยง

กิจกรรม

เดือน

ม.ค.

ก.พ.

มี.ค.

เม.ย.

พ.ค.

มิ.ย.

ก.ค.

ส.ค.

ก.ย.

ต.ค.

พ.ย.

ธ.ค.

เตรียมพื้นที่/วางระบายน้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปลูกไผ่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กำจัดวัชพืช/
ใส่ปุ๋ย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัดหน่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                      4.2 การตัดฟันไผ่เลี้ยง ดังที่กล่าวมาแล้วว่าไผ่เลี้ยงสามารถให้ผลผลิตได้ทั้งหน่อไม้และลำ  ดังนั้นผู้ปลูกสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของการปลูกไผ่เลี้ยงของตนว่าจะจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตหน่อไม้เป็นหลักหรือเพื่อให้ได้ลำเป็นหลัก  โดยอาจใช้ข้อมูลราคาของผลผลิตเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น หากราคาของหน่อไม้ในตลาดมีราคาดีกว่าราคาลำ  ก็จะเน้นการเก็บผลผลิตหน่อเป็นหลัก หากราคาไผ่ในช่วงนั้นดีก็เก็บเกี่ยวหน่อลดลงแล้ว ปล่อยให้หน่อไม้เจริญเติบโตเป็นลำต่อไป  หรือมีเวลาจัดการน้อยจะไม่ตัดหน่อไม้เลยแล้วรอเก็บผลผลิตลำไผ่อย่างเดียวก็ได้

                            4.2.1 การเก็บผลผลิตที่เน้นทั้งหน่อและลำ  การจัดการที่ต้องการผลผลิตทั้งหน่อไม้และลำไปพร้อมๆ กัน คือ เมื่อไผ่เลี้ยงที่ปลูกไว้มีการแตกกอที่สมบูรณ์แล้ว (หลังจากปลูกประมาณ 3 ปีขึ้นไป)  ไผ่เลี้ยงจะเริ่มแตกหน่อในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปแล้วจะค่อยๆ หมดไปในเดือนพฤศจิกายน การเก็บเกี่ยวหน่อไม้ให้ตัดหน่อที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 25-40 เซนติเมตร เลือกตัดเอาเฉพาะส่วนที่อ่อนมีสีขาว การตัดหน่อควรจะเว้นหน่อที่อยู่ด้านนอกสุดของกอไว้ กอละ 5-6 หน่อ หน่อที่เว้นเอาไว้ควรเป็นหน่อที่มีลักษณะดีมีความสมบูรณ์เพื่อให้เติบโตเป็นลำแม่ต่อไป หน่อที่เว้นไว้ให้โตเป็นลำ 5-6 ลำ สามารถแตกหน่อใหม่ในฤดูกาลต่อไปได้อย่างน้อย 10-30 หน่อ หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของหน่อที่เว้นเอาไว้จะเป็นผลผลิตลำในอีก 2-3 ปี แล้วแต่ความต้องการตัดออกไปขาย

                      จากการที่เราตัดหน่อไม้ออกมาขายแล้ว  ตอของหน่อเหล่านั้นยังสามารถแตกหน่อแขนงเล็กๆ ออกมาอีกจำนวนมาก เราควรกำจัดออกเพราะถ้าทิ้งไว้จะทำให้กอไผ่เลี้ยงแน่นทึบและหน่อแขนงเล็กๆ สามารถนำมาประกอบอาหารได้เช่นเดียวกันกับหน่อไม้

                            4.2.2 การจัดการที่เน้นผลผลิตลำไผ่เลี้ยง การจัดการที่ต้องการผลผลิตคือ ลำไผ่เลี้ยงอย่างเดียวเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจปลูกเป็นอาชีพเสริม มีเวลาดูแลน้อยหรือมีพื้นที่ปลูกน้อย เช่น ปลูกเป็นแนวเขตพื้นที่ ปลูกแทรกในไร่ สวน หัวไร่ปลายนา การเก็บลำไผ่ในกอที่ไม่ได้ตัดหน่อเลย กอไผ่เลี้ยงจะค่อนข้างเบียดกันแน่น จะมีวิธีนำเอาลำซึ่งอยู่ด้านในออกมา โดยเลือกด้านใดด้านหนึ่งของกอไผ่ แล้วตัดเจาะกอไผ่จากด้านนอกเข้าไปด้านในให้มีความกว้างเพียงพอ สะดวกต่อการนำเอาลำไผ่ด้านในออกมาให้กอไผ่ที่เหลือไว้มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้า เครื่องมือที่ใช้ในการตัดหน่อก็ใช้เครื่องมือคล้ายเสียมหน้ากว้างประมาณ 3 นิ้ว ลับคมเชื่อมกับด้ามเหล็กยาวพอประมาณ ตัดโค่นที่โคนไผ่เอาลำออกมาจะเป็นวิธีที่สะดวกสำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการปลูกสวนป่าไม้เศรษฐกิจทั้ง 4 ชนิดข้างต้นโดยละเอียด ซึ่งจะมีวิธีการเตรียมกล้าไม้ การเตรียมพื้นที่การปลูก การตัดขยายระยะเพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์ มีรายได้ในระยะแรก การเหลือไม้ไว้ในสวนป่า ซึ่งเป็นเกร็ดความรู้เฉพาะของไม้แต่ละชนิด ตลอดจนการบำรุงรักษา โดยเฉพาะโรคและแมลงที่มีการทำลายไม้แต่ละชนิดเและวิธีกำจัดโรคและแมลงดังกล่าว สามารถรับเอกสารเผยแพร่ได้ที่ส่วนปลูกป่าภาคเอกชนสำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ หรือดูได้ที่เว็บไซต์www.forest.go.th/private/index.php


   
   
go to Top